GK Bluap - шаблон joomla Создание сайтов

บทความเกี่ยวกับนักสืบ

 

คุุณสมบัติของนักสืบที่ดี

 

นักสืบต้องมีความกล้าในการตัดสินใจ

           นักสืบ ที่ดีจะต้องมีการวิเคราะห์และประเมินเหตุการณ์อย่างรอบคอบ ต้องไม่ใจร้อน การเร่งรีบเกินไปในการปฏิบัติภารกิจ การสะกดรอยติดตามเป้าหมายอย่างกระชั้นชิดเกินไป ก็อาจทำให้เป้าหมายรู้ตัว อันเป็นผลให้ภารกิจล้มเหลว ซึ่งอาจเกิดอันตรายขึ้นกับตัวนักสืบเองก็เป็นได้ นักสืบคนนั้นก็ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจเดิมได้อีก ต้องเปลี่ยนตัวนักสืบ ซึ่งนักสืบที่มาทำงานแทนก็จะทำงานได้ยากกว่าเดิม เพราะเป้าหมายจะต้องระวังตัวเพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่เป้าหมายมีหมายจับ หรือมีความผิดติดตัว ก็จะทำให้เป้าหมายหาสถานที่หลบซ่อนตัวใหม่ ทีมงานนักสืบก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่ในการหาตัวเป้าหมายอีก ต้องไม่ใจเย็นเกินไป เพราะการที่ทำอะไรชักช้าเกินไป เฝ้ารอการเคลื่อนไหวของเป้าหมายอยู่ภายนอกอย่างเดียวก็อาจทำให้ภารกิจล้ม เหลวได้ เช่น นักสืบได้สะกดรอยตามเป้าหมายไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วเฝ้ารอดูอยู่แต่ด้านนอกเพราะกลัวเป้าหมายจะรู้ตัวว่าถูกติดตาม โดยไม่พยายามที่จะเข้าไปสำรวจสถานที่นั้น ทำให้ไม่รู้ว่ามีทางออกทางอื่น ซึ่งอาจทำให้คลาดกับเป้าหมายได้ถ้าเป้าหมายออกไปอีกทาง หรือการติดตามเป้าหมายโดยการเฝ้าติดตามยานพาหนะของเป้าหมาย โดยคิดแต่เพียงว่าถ้ารถคันนี้เคลื่อนตัวออกไป จะต้องเป็นเป้าหมายที่เป็นคนใช้รถคันนี้อย่างแน่นอน โดยไม่พยายามเข้าไปตรวจสอบดูว่าใครใช้รถคันนี้กันแน่ โดยการตามไปห่างๆ หรือการรอดูแต่สัญญาณจากเครื่องมือที่ติดไว้ที่รถเป้าหมาย กว่าจะรูตัวว่าตามผิดคน แล้วนักสืบย้อนกลับมาหาเป้าหมายยังสถานที่เดิมอีกที่ ก็อาจหาเป้าหมายไม่พบแล้ว ภารกิจก็ล้มเหลว นักสืบที่ดีจึงควรมีการตัดสินใจเฉพาะหน้าในเหตุการณ์นั้นๆ ได้ดีด้วย จึงจะทำให้บรรลุภารกิจได้ดี

 

การรอคอยเป็นสิ่งที่ดี แต่นักสืบไม่ควรรอคอยนานเกินไป

           นักสืบ ที่ดีต้องมีความอดทน ความอดทนเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่นักสืบถูกสอนมาตลอดจากนักสืบรุ่นเก่าๆ ให้อดทนรอคอย แต่การรอคอยนั้นควรมีระยะเวลาด้วย ถ้าเห็นว่าเหตุการณ์ดูเงียบเกินไป หรือระยะเวลาในการเฝ้าเป้าหมายนานเกินไปแล้ว เป้าหมายไม่เคลื่อนไหวเลย นักสืบจะต้องรายงานให้หัวหน้าทีมสืบสวนทราบ เพื่อหาทางตรวจสอบให้ได้ว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นกับเป้าหมายหรือไม่ หรือว่าเป้าหมายยังคงอยู่ในห้องพักตัวเองหรือไม่ หรือว่าเป้าหมายได้หลบหนีออกไปโดยวิธีใดวิธีหนึ่งที่นักสืบตรวจสอบไม่พบแล้ว ก็เป็นได้ อีกทั้งการที่นักสืบอยู่เฝ้าเป้าหมายในสถานที่เดิมเป็นเวลานานๆ ก็จะเป็นที่สังเกตของคนทั่วไปได้ง่าย ดังนั้นนักสืบที่ดีต้องมีการตรวจสอบเป้าหมายเป็นระยะตามสมควร ไม่ใช่การอดทนรอเวลาแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเป้าหมายก็เป็นคนเหมือนกับเรา มีไหวพริบปฏิภาณเหมือนกันกับนักสืบ ย่อมสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้อย่างแน่นอน

 

นักสืบต้องพูดความจริง

            นักสืบ ต้องพูดความจริง การพูดความจริงเป็นคุณสมบัติอีกข้อที่สำคัญยิ่งในการเป็นนักสืบ ในการปฏิบัติงานสืบสวนนั้นต้องมีการทำงานเป็นทีม ดังนั้นภายในทีมงานนักสืบแต่ละคนต้องพูดความจริงกัน ถ้าโกหก หรือกล่าวเท็จต่อกันแล้วจะทำให้ภารกิจล้มเหลว หรืออาจเกิดอันตรายขึ้นกับนักสืบได้ เช่น นักสืบทีมหนึ่งได้รับมอบหมายภารกิจให้ไปฝ้าสะกดรอยตามเป้าหมายยังสถานที่ แห่งหนึ่ง หัวหน้าทีมสืบสวน ได้ทำการสำรวจสถานที่แล้วมีการวางแผน มอบหมายให้นักสืบแต่ละคนเฝ้าเส้นทางเข้าออกของเป้าหมายเป็นอย่างดี แต่มีนักสืบคนหนึ่งในทีมที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้าเส้นทางหนึ่งนั้น มีเหตุจำเป็นที่จะต้องไปทำธุระส่วนตัวที่อื่นสักพัก แต่ไม่แจ้งให้หัวหน้าทีมนักสืบทราบ เพื่อจะได้ส่งนักสืบคนอื่นให้มาเฝ้าเส้นทางนั้นแทน แต่ได้รีบไปทำธุระส่วนตัวแล้วรีบกลับมาโดยไม่แจ้งให้ทีมงานทราบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เป้าหมายได้หลบหนีออกไปตามเส้นทางนั้น เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าหัวหน้าทีมไปเช็คกับนักสืบทุกคน ต่างยืนยันว่าได้เฝ้าเป้าหมายอยู่ตลอดเวลายังไม่เห็นเป้าหมายออกไปเลย กว่าที่ทีมงานจะเข้าไปตรวจสอบภายในที่พักดังกล่าว เป้าหมายก็เดินทางไปไกลแล้ว ทำให้ภารกิจล้มเหลว ซึ่งในกรณีนี้ถ้านักสืบคนนั้นพูดความจริง ก็จะไม่เกิดเรื่องอย่างนี้แน่นอน ภารกิจคงสำเร็จลุล่วงไปแล้ว

 

นักสืบต้องยอมรับความผิดพลาดได้

            นักสืบ ก็เป็นคนปกติเหมือนบุคคลทั่วไป ที่เวลาทำอะไรแล้วย่อมมีความผิดพลาดได้เสมอ แต่เมื่อนักสืบทำงานที่ได้รับมอบหมายผิดพลาดแล้ว ต้องยอมรับความผิดพลาดนั้น ต้องแจ้งให้หัวหน้าทีมสืบสวนทราบทันทีที่มีความผิดพลาด เพื่อจะได้หาหนทางแก้ไขความผิดพลาดนั้น อันจะนำไปสู่การปฏิบัติภารกิจที่สำเร็จลุล่วงด้วยดีได้ แต่ถ้าไม่ยอมรับความผิดพลาดแล้วปฏิบัติภารกิจไปตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิด ขึ้น ก็อาจทำให้ภารกิจนั้นประสบความล้มเหลวได้ เช่น นักสืบคนหนึ่งได้รับมอบหมายให้ไปเฝ้าติดตามสะกดรอยสังเกตพฤติกรรมเป้าหมาย แต่ได้คลาดกับเป้าหมายไม่รู้ว่าเป้าหมายเดินทางไปที่ไหน แล้วไม่แจ้งให้ทีมงานผู้สืบสวนทราบเรื่อง แต่รายงานกลับไปว่าเป้าหมายไม่มีการเคลื่อนไหว หรือไม่พบเป้าหมาย ทำให้ทีมงานนักสืบทำงานต้องเฝ้าเป้าหมายอยู่ที่เดิมทั้งที่เป้าหมายไม่อยู่ แล้ว ภารกิจจึงไม่มีความคืบหน้าหรือล้มเหลวนั่นเอง แต่ถ้านักสืบรายงานกลับไปตามความจริงในทันทีทันใดที่คลาดกันกับเป้าหมาย ทางทีมงานนักสืบก็จะได้รีบหาวิธีแก้ไขเพื่อตามตัวเป้าหมายได้ในเวลานั้น ซึ่งจะสามารถทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้สำเร็จลุล่วงไปได้

 

นักสืบต้องมีการประเมินความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว

            นักสืบ ส่วนมากต้องมีการหาข่าวจากแหล่งข่าว แหล่งข่าวหรือสายข่าวมีความสำคัญเป็นอย่างมากในงานของนักสืบ การหาข่าวหรือหาข้อมูลทุกระดับชั้นในงานของนักสืบ เป็นสิ่งที่นักสืบทุกคนต้องปฏิบัติ เพราะนักสืบมีหน้าที่ในการพิสูจน์ความจริงในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย การรวบรวมข้อมูลข่าวสารของนักสืบนั้นแบ่งได้เป็นหลายประเภท เช่น ข้อมูลข่าวสารที่นักสืบพบเห็นหรือการพิสูจน์ทราบเองของนักสืบ ข้อมูลข่าวสารที่ได้จากตัวผู้ว่าจ้าง และข้อมูลข่าวสารที่ได้จากสายลับหรือแหล่งข่าว โดยนักสืบจะต้องใช้การวิเคราะห์ว่าข้อมูลข่าวสารที่ได้มานั้น มีความน่าเชื่อถือเพียงใด เช่น นักสืบต้องการสืบหาที่อยู่ของเป้าหมายที่หลบหนีอยู่ แต่นักสืบกลับไปถามหาเป้าหมายกับญาติพี่น้องของเป้าหมาย คำตอบที่ได้รับกลับอออกมาก็ไม่น่าจะเป็นความจริงอยู่แล้ว เพราะญาติพี่น้องย่อมช่วยเหลือ ปกปิด แหล่งที่ซ่อนของเป้าหมายอยู่แล้ว และที่แย่กว่านั้นคือยาติพี่น้องได้ส่งข่าวบอกให้เป้าหมายรู้ตัวแล้วว่ามีคน มาตามหาตัว ทำให้เป้าหมายหลบหนีไปที่อื่น ภารกิจของนักสืบก็จะล้มเหลว สายข่าวบางคนที่ให้ข้อมูลมาอาจจะให้ข้อมูลที่เกินจริง เพราะต้องการได้รับความสำคัญจากนักสืบ หรือสายข่าวบางคนก็ให้ข้อมูลจากความเชื่อของตนเอง โดยไม่ค่อยจะมีความจริงเท่าใด นักสืบจึงต้องมีการคิดวิเคราะห์ก่อนว่าจะถามข้อมูลจากแหล่งข่าวคนใด ข้อมูลที่ได้มานั้นมีความถูกต้องแม่นยำมากน้อยเพียงใด เป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเพียงความเห็นของแหล่งข่าวเท่านั้น จึงจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปได้

 

นักสืบต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความไม่ประมาท

          นักสืบ ที่ ดีต้องปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาด้วยความระมัดระวัง มีสติอยู่ตลอดเวลา นักไม่ประมาทในงานที่ได้รับมอบหมายมา อย่าคิดว่าเป็นงานที่ง่าย เพราะถ้าเป็นภารกิจที่ง่าย ผู้จ้างก็คงไม่เสียค่าใช้จ่ายมาจ้างนักสืบอย่างแน่นอน ผู้ว่าจ้างคงทำเองไปแล้ว ดังนั้นเมื่อนักสืบได้รับมอบหมายภารกิจมาแล้ว ต้องปฏิบัติภารกิจด้วยความรอบคอบเสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานยากหรือง่ายแค่ไหนก็ตาม เพราะงานของนักสืบเป็นงานที่ต้องสืบหาข้อมูลความจริง จากสิ่งที่เป้าหมายต้องการปกปิดให้เป็นความลับอยู่แล้ว ถ้านักสืบไม่มีความระมัดระวัง ทำให้เป้าหมายรู้ตัวว่ามีนักสืบกำลังสืบหาความลับของตัวเองอยู่ เป้าหมายอาจมีการวางแผนปกปิดความลับที่ดีขึ้นกว่าเดิม หรืออาจจะแกล้งให้นักสืบได้ข้อมูลที่เป็นเท็จออกไป หรือถ้าเป้าหมายเป็นผู้หลบหนีคดีก็จะหลบไปหาที่ซ่อนที่อื่น หรืออาจทำให้เกิดอันตรายแก่ตัวนักสืบเองได้ เป็นผลให้ภารกิจล้มเหลว  

นักสืบต้องไม่ทำตัวให้เป็นจุดสนใจของใคร

            นักสืบ ต้องทำตัวให้ธรรมดาที่สุด ไม่โดดเด่น ในระหว่างการปฏิบัติงานนักสืบนั้น นักสืบอาจจำเป็นที่จะต้องมีการปกปิด หรือพรางตัว ไม่ต้องการให้ใคร (โดยเฉพาะเป้าหมาย) ทราบว่าเราเป็นนักสืบ ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดคือการทำตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม อย่าทำตัวแปลกแยก เป็นจุดเด่นเป็นที่สนใจของชาวบ้าน ไม่ไปคุยโม้โอ้อวดว่าตัวเองเป็นนักสืบ มาทำการสืบสวนหาตัวเป้าหมาย เพราะจะทำให้เป้าหมาย ญาติของเป้าหมายรู้ตัว (โดยเฉพาะในต่างจังหวัด จะต้องตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะขอข้อมูลจากบุคคลในพื้นที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพราะบุคคลเหล่านี้อาจจะเป็นญาติหรือมีความสนิทสนมกับครอบครัวของเป้าหมายก็ เป็นไปได้) หรือผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมาย รู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมายก็อาจที่จะไม่กล้าให้ข้อมูลกับนักสืบเพราะเกรง กลัวว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับตน การเปิดเผยฐานะของนักสืบจึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการทำงานแต่อย่างใด

 

ไม่มีนักสืบที่เก่งมีแต่นักสืบที่ขยันเท่านั้น

           นักสืบ ไม่สามารถใช้เครื่องมือชนิดใดในการวัดว่าใครมีความสามารถมากกว่ากัน ส่วนใหญ่แล้วนักสืบไม่มีใครเก่งกว่ากันมากนัก แต่อยู่ที่ใครขยันมากกว่ากัน จึงสามารถทำงานได้ประสบผลสำเร็จมากกว่ากัน งานของนักสืบเป็นการสืบหาข้อเท็จจริงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสืบสวน ซึ่งวิธีที่จะหาข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่มากมายหลายวิธี ซึ่งนักสืบส่วนใหญ่จะพอมองออกว่ามีวิธีการใดบ้าง เช่น งานชิ้นหนึ่งมีวิธีในการสืบเพื่อหาความจริง 10 วิธี แต่มีวิธีการได้ความจริงอยู่วิธีเดียวเท่านั้น นักสืบคนหนึ่งได้ทำไปได้ 8 วิธี ก็สามารถหาคำตอบได้ นักสืบอีกคนหนึ่งใช้เพียงวิธีเดียวก็สามารถหาคำตอบได้เลย แต่นักสืบอีกคนอาจทำไปได้ 5 วิธี ยังไม่ได้คำตอบ ก็ไม่ดำเนินการต่อแล้ว ก็จะไม่สามารถหาคำตอบได้เลย ดังนั้นจะเห็นได้ว่านักสืบที่มีความขยันขันแข็งในการปฏิบัติหน้าที่ จะทำให้ทำงานได้ประสบผลสำเร็จได้มากกว่านักสืบที่มีความเกียจคร้าน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของนักสืบด้วย ว่าจะสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนมากน้อยเพียงไร (เช่นข้อมูลด้านการติดต่อสื่อสาร หรือข้อมูลด้านการเงินของเป้าหมาย) เพราะนักสืบที่มีข้อมูลพื้นฐานในการสืบสวนมากกว่าย่อมมีโอกาสในการประสบผล สำเร็จในงานสืบสวนมากกว่านั่นเอง

 

นักสืบต้องทำความรู้จักเป้าหมายให้ดีที่สุดก่อนลงมือปฏิบัติการ

            นักสืบ ที่ดีเมื่อ รับงานมาจากผู้ว่าจ้างแล้ว จะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายให้มากที่สุด โดยถ้าเป็นงานสะกดรอยติดตามพฤติกรรม หรือการสืบชู้สาว ก็จะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายที่นักสืบจะต้องติดตามให้มากที่สุด เช่น เป้าหมายนั้นเป็นใคร พักอาศัยอยู่ที่ใด ประกอบอาชีพอะไร ใช้ยานพาหนะอะไร มีกิจวัตรประจำวันอย่างไรบ้าง ชอบไปเที่ยวที่ไหน เข้าหรือออกจากพี่พักเวลาใด มีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร หรือน่าจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับใคร(ตามความเห็นของผู้ว่าจ้าง) โดยวิธีการที่นักสืบจะหาข้อมูลที่ง่ายที่สุดและดีที่สุดก็คือการซักถามจาก ผู้ว่าจ้างนั่นเอง โดยเมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดของเป้าหมายมาแล้ว นักสืบต้องเอาข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบในการวางแผนการทำงาน ว่าจะใช้วีการใดในการติดตามเป้าหมาย จะใช้พาหนะแบบใด นักสืบต้องอำพรางตัวหรือไม่อย่างไร จะสามารถใช้เครื่องมืออื่นช่วยในการติดตามได้หรือไม่ หรือถ้าในระหว่างที่นักสืบกำลังติดตามเป้าหมายอยู่นั้น เกิดเป้า หมายหลุดไประหว่างทาง นักสืบจะต้องไปดักรอพบเป้าหมายอีกที่ใด ซึ่งจะทำให้งานบรรลุผลได้ง่ายขึ้น จะเห็นได้ว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากในงานสืบสวน ผู้ว่าจ้างจึงจำเป็นที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องและมากที่สุดเกี่ยวกับเป้าหมาย ให้นักสืบด้วย เพื่อความสำเร็จของงานนั้นๆ

 

นักสืบต้องรายงานความคืบหน้าของภารกิจให้ผู้ว่าจ้างทราบเป็นระยะ

            นักสืบ ที่ดีต้องเป็นผู้ประสานงานที่ดีด้วย สิ่งที่จำเป็นสำหรับงานสืบสวนอีกอย่างหนึ่ง คือการติดต่อประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับผู้ว่าจ้างเป็นระยะ การที่นักสืบรายงานความคืบหน้าของงานให้กับผู้ว่าจ้างทราบเป็นระยะ นอกจากจะทำให้ผู้ว่าจ้างเกิดความสบายใจ รู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง และได้รับรู้ความคืบหน้าของงานตลอดแล้ว ยังทำให้นักสืบได้รู้ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมจากผู้ว่าจ้างได้อีกด้วย โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องการสืบชู้สาว ผู้ว่าจ้างจะ มีความต้องการทราบความคืบหน้าของการสืบสวนเป็นอย่างยิ่ง และในเรื่องนี้ผู้ว่าจ้างก็สามารถช่วยงานนักสืบได้มาก โดยผู้ว่าจ้างจะรู้ข้อมูลของเป้าหมายเกือบทุกว่า เช่นรู้ว่าเป้าหมายออกจากบ้านเวลาใด ใช้รถยนต์คันไหนออกไป หรือจะออกไปต่างจังหวัด หรือไม่กลับไปค้างคืนที่บ้านหรือไม่ ซึ่งจะช่วยทำให้งานของนักสืบง่าย

 

นักสืบต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เกิดประโยชน์

            นักสืบ ต้องไม่เป็นคนที่ใช้เทคโนดลยี่ไม่เป็น ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีได้มีการพัฒนา วิวัฒนาการให้ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ วัน นักสืบจึงต้องมีการเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น เพื่อช่วยให้งานสืบสวนประสบผลสำเร็จง่ายขึ้น เช่น การหาข้อมูลจากอินเตอร์เนต (ข้อมูลที่ได้จากอินเตอร์เนตจำเป็นที่นักสืบจะต้องมีการพิสูจน์เสียก่อนว่า มีความจริงมากน้อยเพียงไร จึงจะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้ เพราะข้อมูลจากอินเตอร์เนตมีความน่าเชื่อถือน้อย) การใช้ข้อมูลจากการติดต่อสื่อสาร (ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ สามารถบอกอะไรแก่นักสืบได้หลายอย่าง เช่น หมายเลขที่โทรออกหรือรับสาย การส่ง sms หรือสถานที่ที่ใช้โทรศัพท์นั้นๆ ) การใช้ข้อมูลทางด้านการเงินการธนาคาร (คนส่วนใหญ่ต้องมีการทำธุรกรรมด้านการเงินกับทางธนาคารอยู่แล้ว ไม่ค่อยมีคนที่ทำงานได้เงินแล้วจะเอาเงินไปเก็บไว้ที่บ้านทั้งหมดแน่) ตอลดจนข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลการประกันสังคม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับนักสืบอย่างมากในการทำงาน ช่วยให้ภารกิจบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว

 

นักสืบที่ดีต้องรักษาความลับของผู้ว่าจ้างไม่นำไปเผยแพร่ต่อบุคคลอื่น

            นักสืบ ต้องเป็นคนที่รักษาความลับได้ดี เมื่อมีการติดต่อว่าจ้างจากผู้ว่าจ้างให้ นักสืบทำการสืบสวนในเรื่องใดแล้ว ข้อควรปฏิบัติอย่างหนึ่งที่นักสืบต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดคือ การรักษาความลับของผู้ว่าจ้าง ไม่ ว่าจะมีการว่าจ้างนักสืบเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงขั้นตอนในการติดต่อสอบถามเพื่อการตัดสินใจของผู้ว่าจ้างก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนใดของการปฏิบัติงาน หรือเมื่อภารกิจนั้นสิ้นสุดลง นักสืบได้ทำการส่งมอบงานให้กับผู้ว่าจ้างแล้วก็ตาม ความรับผิดชอบของนักสืบในการรักษาความลับของผู้ว่าจ้าง ยังคงมีอยู่ตลอดไป ไม่ได้สิ้นสุดลงไปตามภารกิจที่มีการว่าจ้างกันนั้น นักสืบจะต้องรักษาความลับนั้นตลอดไป ต้องไม่มีการนำไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นทราบ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ทั้งนี้รวมถึงญาติ และพรรคพวก เพื่อนฝูงของนักสืบเองด้วย เพราะถ้ามีผู้อื่นรู้ความลับดังกล่าวแล้ว เรื่องนั้นจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป เพราะว่าเรื่องราวความลับบางอย่างนั้นอาจมีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับ เกียรติยศและชื่อเสียงของผู้ว่าจ้าง หากเรื่องราวเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกไปแล้ว ผู้ว่าจ้างอาจเสื่อมเสียชื่อเสียง นักสืบเองก็จะขาดความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครเลยทั้งตัวผู้ว่าจ้างและนักสืบเอง ดังนั้น การรักษาความลับของผู้ว่าจ้าง จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของนักสืบ เพราะการที่ผู้ว่าจ้างยินยอมที่จะเล่าความลับของตนเองให้กับนักสืบทราบเพื่อ ให้ข้อมูลแก่นักสืบมากที่สุด เพื่อที่นักสืบจะได้ทำงานได้บรรลุวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้าง (ทั้งๆ ที่ความลับบางเรื่องผู้ว่าจ้างยังไม่กล้าเล่าให้ญาติพี่น้องทราบเลย) หมายความว่าผู้ว่าจ้างย่อมให้ความไว้วางใจในตัวนักสืบ การที่นักสืบนำเรื่องราวเหล่านั้นของผู้ว่าจ้างไปเปิดเผยทั้งโดยเจตนาหรือ ไม่เจตนาก็ตาม ก็เป็นการทำลายความไว้ใจที่ผู้จ้างมีต่อตัวนักสืบ เป็นการทำลายชื่อเสียง เกียรติยศ ความไว้เนื้อเชื่อใจของตัวนักสืบเอง ดังนั้นการรักษาความลับของลูกค้า จึงเหมือนเป็นกฎข้อบังคับอันสำคัญของนักสืบ ที่นักสืบต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 

 

นักสืบไม่ควรพูดจาเกินจากความเป็นจริง

           นักสืบ ต้องพูดแต่ในสิ่งที่สามารถทำได้ ในโลกของนักสืบนั้น ไม่มีงานใดของนักสืบที่สามารถรับรองผลการปฏิบัติงานได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เต็มจนกว่านักสืบจะปฏิบัติงานเสร็จสิ้น เพราะงานทุกงานเมื่อนักสืบลงมือทำแล้วอาจมีตัวแปรหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน เกิดขึ้น นักสืบจะเอาผลสำเร็จของงานหนึ่ง มาเปรียบเทียบกับอีกงานหนึ่งนั้น ไม่สามารถที่จะกระทำได้ นักสืบจึงไม่ควรคุยโอ้อวดกับผู้ว่าจ้างว่าสามารถสืบเรื่องราวใดๆก็ได้ แต่นักสืบควรจะคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับงานแต่ละงาน จากข้อมูลที่ผู้ว่าจ้างมีมาให้ ว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในการทำตามความประสงค์ของผู้ว่าจ้าง หากนักสืบคิดว่าสามารถทำงานนั้นได้จึงค่อยรับงานนั้น โดยทำความตกลงกับผู้ว่าจ้างให้แน่ชัดในขอบเขตของงาน ค่าจ้าง และระยะเวลาในการทำงาน โดยนักสืบควรจะอธิบายขั้นตอนในการทำงานของนักสืบในงานนั้นให้ผู้ว่าจ้างทราบ ด้วย แต่หากพิจารณาดูแล้วคิดว่างานนั้นนักสืบไม่สามารถทำตามความประสงค์ของผู้ว่า จ้างได้อย่างแน่นอน ก็ให้ปฏิเสธงานนั้นไป โดยควรจะอธิบายเหตุผลนั้นให้กับผู้ว่าจ้างได้เข้าใจด้วย ว่าทำไม่ได้เพราะอะไร เพราะผู้ว่าจ้างบางคนยังมีข้อมูลอื่นที่เกี่ยวกับงานนั้นอยู่อีก แต่ยังไม่ยอมเล่าให้กับนักสืบฟังไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งถ้าได้ข้อมูลส่วนนี้เพิ่มเติม อาจทำให้นักสืบสามารถรับงานนั้นจากผู้ว่าจ้างได้ 

 

นักสืบต้องมีคุณธรรมและจรรยาบรรณของนักสืบ

           นักสืบ ที่สามารถสืบหาความจริง หรือมีพยานหลักฐานประกอบในการบรรลุวัตถุประสงค์ของการสืบนั้นแล้วนักสืบไม่ ควรนำข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่ได้มานั้นกลับไปข่มขู่คุกคามเป้าหมาย เพื่อให้จ่ายผลตอบแทน หรือการขอผลประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใดแก่นักสืบ หรือบุคคลอื่นใด เพื่อแลกกับการที่นักสืบไม่เปิดเผยความลับของเป้าหมาย การกระทำแบบนี้ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง ถือเป็นการกระทำที่ไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมอย่างร้ายแรง และยังเป็นความผิดฐานรีดเอาทรัพย์อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอีกด้วย นักสืบจึงต้องเข้าใจว่า นักสืบมีหน้าที่ในการสืบสวนเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้างเท่า นั้น ห้ามนำเอาความลับของเป้าหมายมาใช้เพื่อการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อตัวเอง เมื่อนักสืบทำงานบรรลุเป้าหมายแล้วต้องส่งมอบงานให้ผู้ว่าจ้างทันที

 

นักสืบต้องเป็นคนช่างสังเกตจดจำและมีไหวพริบปฏิภาณดี

            นักสืบ ต้องช่างสังเกต ในการปฏิบัติงานของนักสืบนั้น บ่อยครั้งที่นักสืบจะต้องไปทำงานในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน หรือต้องติดตามสะกดรอยเป้าหมายที่นักสืบไม่เคยพบตัวจริงมาก่อน เห็นภาพแต่ในรูปถ่าย ซึ่งคนบางคนดูในรูปถ่ายแล้วไม่ค่อยเหมือนกับตัวจริง และที่หนักที่สุดคือเป้าหมายนั้นบุคคลที่มีหมายจับ หรือหลบหนีการจับกุม ภาพถ่ายเป้าหมายที่นักสืบได้รับมานั้นไม่เป็นปัจจุบัน และเป้าหมายอาจมีการพรางตัวด้วยการปรับเปลี่ยนบุคลิก ทรงผม ลักษณะการแต่งกาย รูปร่าง และอาจมีการทำศัลยกรรมใบหน้า หรืออาจมีการใช้เอกสารปลอมด้วย (เช่น บัตรประจำตัวประชาชนปลอม หรือบางครั้งมีการใช้บัตรประจำตัวประชาชนจริงแต่เป็นของคนอื่น ด้วยการอ้างว่าตนเป็นบุคคลนั้น) นักสืบจึงต้องใช้ทักษะในการสังเกตจดจำลักษณะ โดยรวมของเป้าหมาย เช่น ท่าทางการเดิน สำเนียงการพูด หรือลักษณะพิเศษเฉาะตัวของเป้าหมาย เพราะบางทีนักสืบสามารถติดตามตัวเป้าหมายพบแล้ว แต่เป้าหมายกลับอ้างว่าเป็นบุคคลอื่น ซึ่งนักสืบจะต้องหาวิธีพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าบุคคลนั้นกับเป้าหมาย เป็นบุคคลคนเดียวกันจริง เช่น การตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือ แต่ที่ง่ายที่สุดคือการพิสูจน์จากบุคคลใกล้ชิด หรือญาติพี่น้องของเป้าหมายนั่นเอง ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะได้ผลก็ต้องใช้ไหวพริบปฏิภาณ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของนักสืบแต่ละคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสอนกันได้ แต่ถ้านักสืบคนไหนที่ผ่านงานสืบสวนด้านนี้มามากจะได้เปรียบนักสืบที่มี ประสบการณ์น้อย จะเห็นได้ว่าการเป็นคนช่างสังเกตจดจำ และไหวพริบปฏิภาณที่ดีของนักสืบ จะช่วยทำให้นักสืบสามารถปฏิบัติงานได้ประสบผลสำเร็จ

 

นักสืบที่ดีต้องมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

            นักสืบ ต้องมีการศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ด้วยสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป ตลอดจนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี่ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้นักสืบจะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพราะเทคนิค วิธีการ สืบสวนและเทคโนโลยี่ที่ใช้ในการสืบสวนแบบเดิมๆ ที่เคยใช้ได้ผลเป็นอย่างดีในอดีตอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับสถานการณ์ในปัจจุบัน นักสืบจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด เทคนิคและวิธีการในการสืบสวนใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสืบสวน นักสืบจะต้องรู้จักศึกษาหาอุปกรณ์ช่วยในการสืบสวนใหม่ๆ ที่ออกมาช่วยในการสืบสวนด้วย เช่น นักสืบในสมัยก่อน จะรู้จักแต่การเฝ้าจุด การซุ่มโป่ง ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ไม่มีความรู้ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ไม่รู้จักอินเตอร์เนต ไม่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยช่วยในการสืบสวน ไม่มีความรู้ในการทำธุรกรรมด้านการเงิน ไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากการสื่อสาร ถามว่านักสืบรุ่นเก่าเหล่านี้สามารถทำงานสืบสวนให้บรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ คำตอบคือได้ (ถ้าเป็นยุคสมัยนั้น) แต่ไม่เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งสังคมมีความสับสนวุ่นวายกว่าในอดีตมาก ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ ไม่ค่อยมีใครมีเวลามาสนใจใคร นักสืบจึงต้องการความรู้และวิทยาการใหม่ๆ มาใช้เพื่อประโยชน์ในงานสืบสวนด้วย นอกจากนี้นักสืบยังต้องศึกษาหาความรู้จากประสบการณ์ทำงานของนักสืบคนอื่น ด้วย เพราะนักสืบแต่ละคนมีประสบการณ์ทำงานที่ไม่เหมือนกัน มีเทคนิควิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน นักสืบบางคนมีวิธีการทำงานในแบบที่เราคาดไม่ถึง แต่เราสามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการทำงานบางเรื่องได้ และที่สำคัญการเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่นย่อมดีกว่าการเรียนรู้จาก การผิดพลาดของตัวเอง เพราะในงานของนักสืบนั้น งานบางอย่างไม่อนุญาตให้ผิดพลาด ถ้าผิดพลาดอาจหมายถึงอันตรายแก่ตัวนักสืบและทีมงานได้ นักสืบจึงไม่สามารถที่จะหยุดการศึกษาหาความรู้ได้เลย

 

นักสืบต้องเป็นนักวางแผนที่ดี

            นักสืบ ต้องมีการวางแผนการทำงานที่ดี ในการทำงานของนักสืบนั้นก่อนที่จะเริ่มลงมือปฏิบัติภารกิจอะไร ต้องมีการประชุมวางแผนการทำงานก่อนทุกครั้งเสมอ โดยก่อนการประชุมจะต้องมีการหาข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมาย และสถานที่ที่ต้องไปทำงานให้ได้มากที่สุด ต้องมีการแจ้งให้นักสืบในทีมแต่ละคนทราบว่า ใครมีหน้าที่ทำอะไร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไร และถ้าทำตามแผนการดังกล่าวแล้วเกิดความผิดพลาด มีแผนสำรองหรือไม่จะให้ปฏิบัติอย่างไรต่อไป เช่น นักสืบได้รับการว่าจ้างให้สะกดรอยติดตามเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเป้าหมาย นักสืบก็จะต้องหาข้อมูลของเป้าหมายที่จะติดตามให้ได้มากที่สุด เช่น มีภาพถ่ายเป้าหมายหรือไม่(ถ้าจะให้ดีให้ผู้ว่าจ้างพาไปแอบดูตัวเป้าหมายก่อน ทำงาน ในกรณีที่ภาพถ่ายกับตัวจริงแตกต่างกันมาก) เป้าหมายมีกิจวัตรประจำวันอย่างไร ใช้ยานพาหนะอะไร เส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ใช้ทางด่วนหรือไม่ เพื่อนำมาประกอบในการวางแผนการทำงานของนักสืบ เช่น จะใช้คนติดตามกี่คน ใช้รถยนต์อะไรบ้าง หรือในระหว่างที่ตามเป้าหมายไปถ้าผิดพลาด หลงกับเป้าหมาย จะต้องไปดักรอเป้าหมายที่ไหน ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้จะช่วยให้การสืบสวนของนักสืบง่ายขึ้น มีโอกาสในการประสพผลสำเร็จสูงมากขึ้นด้วย

 

นักสืบควรมีลำดับขั้นตอนในการทำงาน

           นักสืบ ต้องมีการเรียงลำดับขั้นตอนการทำงาน เมื่อนักสืบรับงานมาจากผู้ว่าจ้างแล้วควรศึกษารายละเอียดของงานนั้นให้ดี แล้วมีการกำหนดลำดับขั้นตอนในการทำงาน เพื่อจะได้ไม่เกิดความสับสน และควรเริ่มต้นสืบจากวิธีการที่ง่ายก่อน ถ้ายังไม่บรรลุผลสำเร็จ แล้วจึงค่อยทำตามวิธีการที่ยากขึ้นไปอีก เป็นลำดับไปเช่นนี้ เพราะบางครั้งวิธีการสืบสวนที่ง่ายก็สามารถนำความสำเร็จมาสู่งานนั้นๆ ได้ ซึ่งทำให้สามารถประหยัดได้ทั้งทรัพยากรและระยะเวลาที่ใช้ในการสืบสวน เพราะบางครั้งวิธีการสืบสวนที่ยากๆ ก็ไม่สามารถทำให้งานประสบผลสำเร็จได้ นักสืบที่เริ่มทำตามวิธีที่ยากก่อนแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ก็อาจเกิดความท้อถอย จนไม่ได้ลองใช้วิธีการที่ง่ายกว่า จึงทำให้งานไม่ประสบความสำเร็จได้

 

นักสืบต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

           นักสืบ ต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ตามปกติแล้วชีวิตการงานของนักสืบจะไม่ค่อยเหมือนชีวิตคนปกติทั่วไป ที่ตื่นเช้ามาเดินทางออกจากบ้านพักเพื่อไปทำงาน หลังจากนั้นตอนเย็นเลิกงานเดินทางกลับมาพักผ่อนที่บ้าน แต่งานของนักสืบเป้นงานที่ไม่มีเวลาตายตัว บางครั้งต้องทำงานติดต่อกันทั้งกลางวันและกลางคืน และอาจต้องเดินทางไกลเป็นประจำ ทำให้เวลาพักผ่อนน้อยไม่เหมือนคนปกติทั่วไป ดังนั้นนักสืบจึงต้องควรระมัดระวังในการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่ เสมอ ไม่ปล่อยให้ร่างกายเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา เพราะนักสืบที่มีปัญหาด้านสุขภาพนั้น จะมีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่เป็นนักสืบภาคสนาม ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มความสามารถอันเป็นผลมาจากปัญหาด้านสุขภาพนั่นเอง งานที่ได้รับมอบหมายก็มีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จสูงด้วย นักสืบจึงต้องมีร่างกายที่แข็งแรง สามารถที่จะปฏิบัติภารกิจได้ตลอดเวลา จึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นักสืบต้องหมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ช่วยในงานสืบสวนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้อยู่เสมอ

            นักสืบ ทุกคนย่อมต้องมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ช่วยในงานสืบสวนอยู่แล้ว คงจะไม่มีนักสืบคนใดทำงานประสบความสำเร็จได้โดยปราศจาก เครื่องมือ หรืออุปกรณ์เหล่านี้ ดังนั้นการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ หรือแม้แต่ยานพาหนะให้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งานได้เสมอจึงเป็นเรื่องที่ สำคัญอย่างมาก และควรมีการฝึกฝนเรียนรู้วิธีการใช้อุปกรณ์เหล่านั้นให้ละเอียดรอบคอบ สามารถที่จะใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่วว่องไว เพราะในสถานการณ์จริงบางทีนักสืบมีเวลาเพียงน้อยนิดในการเก็บรวมรวมพยานหลัก ฐานนั้นๆ ถ้าอุปกรณ์เครื่องใช้ไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะใช้งาน หรือนักสืบไม่มีความรู้ความชำนาญในการใช้เครื่องมือเหล่านั้น อาจทำให้นักสืบพลาดโอกาสสำคัญในการเก็บพยานหลักฐานนั้นไปเลยก็ได้ เพราะโอกาสดีๆ อาจมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก นักสืบจึงต้องให้ความสำคัญกับอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย เพราะเหตุเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุทำให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาของนักสืบล้มเหลวได้

 

คุณค่าของนักสืบ

           นักสืบ มีคุณค่าในตัวเอง อาชีพของนักสืบ ก็เหมือนกับอาชีพของผู้ชำนาญการของแต่ละวิชาชีพ คือเมื่อนักสืบมีประสบการณ์ทำงานที่มากขึ้น ก็จะมีความสามารถมากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งถ้านักสืบคนใดเคยผ่านงานที่หลากหลายและเป็นงานที่สลับซับซ้อนด้วยแล้ว ก็ถือว่าเป็นผู้ชำนาญด้านงานสืบสวน เพราะประสบการณ์บางอย่างเป็นสิ่งที่นักสืบสั่งสอนหรือถ่ายทอดต่อให้นักสืบ รุ่นหลังไม่ได้ แต่จะต้องเกิดจากทักษะการทำงานด้วยตัวเองของนักสืบ ดังนั้นนักสืบที่ดีจะต้องทำงานให้มาก ซึ่งจะช่วยฝึกทักษะการเป็นนักสืบที่มีความรู้ความสามารถมากขึ้นได้

 

งานของนักสืบคืออะไร

            งานของนักสืบ คือการแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อให้ในการพิสูจน์สุมมุติฐานในเรื่องนั้นว่าจริง หรือไม่ ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือการค้นหาความลับที่มีผู้ต้องการปกปิด ซ่อนเร้นไว้ว่ามันคืออะไรนั่นเอง ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว อาชีพนักสืบถือว่าเป็นอาชีพที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่านักสืบในยุคสมัยใด ก็ล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน นั่นคือการพิสูจน์หาความจริงนั่นเอง โดยการใช้ทักษะ เทคนิค ความสามารถเฉพาะตัวของนักสืบ ในการทำให้ความจริงปรากฏขึ้น ซึ่งในสมัยก่อนจะเน้นไปที่การสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดกำหมายมาลงโทษ แต่ในปัจจุบันเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ในภาคธุรกิจเอกชนต้องการข่าวสารที่เป็นจริงมากขึ้น จึงเกิดมีนักสืบเอกชนขึ้นเพื่อสนองตอบความต้องการของสังคม ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการของนักสืบ

 

นักสืบมีความจำเป็นอย่างไร

            นักสืบ เกิดมาจากการที่มีผู้ปกปิดข้อมูลเป็นความลับ ไม่ต้องการให้ความลับของตนเองเปิดเผยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่มีบุคคลอื่นต้องการที่จะทราบความลับนั้น และไม่สามารถที่จะแสวงหาข้อมูลอันเป็นความลับนั้นได้ด้วยตัวเอง จึงต้องมีการใช้นักสืบซึ่งมีเทคนิค วิธีการเฉพาะในการแสวงหาข้อเท็จจริงนั้น เพื่อนำมาเปิดเผยให้ผู้ที่ต้องการรู้ความลับนั้นทราบ ถ้าเป็นสังคมในอุดมคติ ที่ไม่มีการโกหก ไม่มีความลับ ไม่มีการทำผิดกฎหมาย หรือกฎข้อบังคับของสังคม ถ้าใครทำผิดพลาดก็ออกมายอมรับว่าตัวเองเป็นคนทำผิดพลาดเอง ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีนักสืบ แต่ในโลกของความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ซึ่งสังคมมีแต่ความลับ การซ่อนเร้น การปกปิดอำพราง และมีแนวโน้มที่จะมีเรื่องพวกนี้มากขึ้นในอนาคต จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีนักสืบ และต่อไปในอนาคตความสำคัญ และความจำเป็นที่จะต้องมีอยู่ของนักสืบก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

              ที่ กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคุณสมบัติของนักสืบที่ดี ที่นักสืบของบริษัท สกายอินเตอร์เนชั่นแนลลีกัลจำกัด ยึดถือเป็นแบบอย่างและปฏิบัติตามแนวทางนี้มาโดยตลอดอย่างเคร่งครัด เพื่อการให้บริการที่มีคุณภาพแก่ทุกคน

               กรณีที่ท่านมีความสงสัยหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อมาได้ที่ บริษัท สกายอินเตอร์เนชั่นแนลลีกัล จำกัด

เลขที่ 689 ภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ ชั้น 30 ถ.สุขุมวิท (ซอย 35) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

โทร.081-9151522 , 02-0172804 email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. โดยตรง หรือ  (คลิกที่นี่)